เข้าระบบสมาชิก l


 
ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯทรงเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการโรคมะเร็งแห่งชาติ ครั้งที่ 10 หัวข้อ "ผสมผสานทีมมะเร็งอย่างสมดุลเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า (Harmonization of Cancer Teams for a Better Cancer Care) ซึ่งจัดโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น โดยมีนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ. นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และข้าราชการ เฝ้าฯรับเสด็จ

ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ มีพระดำรัสว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญยิ่งของประเทศ เนื่องจากเป็นโรคร้ายแรงที่ทำลายชีวิตมนุษย์และเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา พยาบาลในแต่ละปีจำนวนมาก จึงถือว่าเป็นการบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศชาติไม่น้อย การป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งให้ได้ผลดีนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากประชาชน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันในแต่ละประเทศล้วนตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงก่อตั้งสถาบัน หรือสมาคมเพื่อดำเนินการค้นคว้าวิจัยและต่อต้านโรคมะเร็งกันอย่างจริงจัง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI) ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CCC) ก็เป็นองค์กรหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นเช่นกัน เพื่อประสานความร่วมมือกับนักวิจัยระดับชาติและนานาชาติในการค้นคว้าวิจัย เพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็งให้กับประชาชนชาวไทยและประเทศชาติ

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงบรรยายพิเศษเรื่อง โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจากมลพิษทางอากาศ (Cancer Risk from Exposure to Air Pollution) ว่า มลพิษทางอากาศ เป็นปัญหาสำคัญของสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลกคาดประมาณว่า มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 8 แสนคนทั่วโลกในทุกๆ ปี และ 2 ใน 3 ของจำนวนการตายนั้นเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนาในทวีปเอเชีย โดยผลกระทบต่อสุขภาพเป็นทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง โดยในประเทศใหญ่ๆ ของเอเชีย อากาศเป็นพิษในชุมชนส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ รวมทั้งการเผาไหม้ของธูป ซึ่งจะมีสารก่อมะเร็งปะปนอยู่ เช่น Polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) เบนซิน และ 1,3 -บิวทาไดอีน (butadiene) ได้ศึกษาการได้รับสารก่อมะเร็งในกลุ่มเด็กนักเรียน ตำรวจจราจร คนเดินถนนและคนทำงานในวัด โดยตรวจหาเครื่องหมายโมเลกุล พบว่า คนเหล่านี้ได้รับสารก่อมะเร็งในปริมาณสูง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในเมือง และตำรวจจราจร

ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยในสาขาดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงรับการถวายรางวัล 2009 Ramazzini ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับการคัดเลือกจากนักวิทยาศาสตร์นานาประเทศ โดยได้ลงมติมอบแก่นักวิทยาศาสตร์ที่มีบทบาทโดดเด่นในระดับนานาชาติทั้งด้าน งานวิจัยและงานวิชาการในการป้องกันรักษาสุขอนามัยสาธารณชน

ขณะนี้ ประเทศไทยโรคมะเร็งมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งมีมะเร็งมากกว่า 100 ชนิดที่สามารถเกิดขึ้นกับอวัยวะในร่างกาย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ติดต่อกันมา 7 ปี ในปี 2550 มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทุกชนิด 53,434 ราย คิดเป็นร้อยละ 14 ของผู้เสียชีวิตทุกสาเหตุ มีผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 120,000 ราย มะเร็งที่พบในผู้ชายมากที่สุดได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่/ทวารหนัก ร้อยละ 17 รองลงมาคือ มะเร็งปอด ร้อยละ 16 และมะเร็งตับ ร้อยละ 11 พบมากที่สุดในอายุ 65-69 ปี ส่วนในผู้หญิงพบมะเร็งเต้านมมากที่สุด ร้อยละ 43 รองลงมา มะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 16 และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ร้อยละ 9 พบมากในอายุ 50-54 ปี กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันซึ่งเป็นการลงทุนที่ให้ผลคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากร้อยละ 40 สามารถป้องกันได้ โดยการป้องกันจะเน้นที่การรณรงค์ปรับพฤติกรรม 4 เรื่องใหญ่ ได้แก่ ลดการสูบบุหรี่ เหล้า กินอาหารสุขภาพ เพิ่มผักผลไม้ให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม ออกกำลังกายให้ได้วันละ 30 นาที


ขอบคุณที่มาจาก
กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


Copyright 2015 © sefapcompany.com All rights